พีระยา นาวิน
ทฤษฎีและแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก
แต่สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย “ พีระยา นาวิน ”
ใช้หลักการประยุกต์สรรพวิทยา
โดย “ เด็ก ” จะเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
ในการเลือกแนวทางการพัฒนาของ “ ครู ” |
การประเมินผลการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กของ “ พีระยา นาวิน ”
ปัจจัยสำคัญในการประเมินผลเด็ก ได้แก่ “ ครู ” ในบริบทของการเลี้ยงดูและพัฒนา
เด็ก ความเป็นไปของครูมีความสำคัญมากกว่าความเป็นไปของเด็ก ครูต้องใช้ความรู้
ด้วยความยืดหยุ่นในการประเมินเด็ก ต้องเข้าใจตัวแปรต้น และตัวแปรตามที่มีผลต่อ
พฤติกรรมเด็กต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านการวิจัย ต้องเป็นผู้ที่มีทัศนคติและมองโลกในแง่ดี
มีความขยันความต่อเนื่องและมีความปรารถนาดีต่อเด็กเป็นชีวิตจิตใจ
“ เด็ก ” เป็นธรรมชาติ มีชีวิต มีพัฒนาการ มีการเรียนรู้และปรับตัว พร้อมที่จะ
เปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติสู่ระบบชีวิตที่ลงตัวของตนเอง เพื่อการดำรงชีวิตต่อไปและแตก
ต่างไป
“ พีระยา นาวิน ” ได้จัดการประเมินเด็กเป็นระยะเพื่อสะดวกต่อการจัดระบบข้อมูล
และเข้าใจข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ ได้แก่
ก. ระยะแรกเข้า เด็กถูกเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ขาดความเชื่อมั่น ขาดความไว้
วางใจ ร้องไห้ และให้ความร่วมมือน้อย
ข. ระยะเรียนรู้ เด็กเริ่มเข้าใจในสภาพแวดล้อมใหม่ เริ่มเรียนรู้และพึ่งพาตน
เองมากขึ้น เริ่มให้ความสนใจการเรียนรู้กับการจัดประสบการณ์ของครู แต่ยังไม่ให้ความ
ร่วมมือมากนัก ขณะเดียวกันเด็กจะใช้เวลาระยะนี้ในการสังเกตุ เก็บข้อมูลในบางครั้งเด็ก
มีท่าที อยากมÕส่วนร่วมสลับกับการเรียกหาสภาพแวดล้อมเดิม
ค. ระยะปรับตัว เป็นระยะที่เด็กเริ่มคุ้นเคย และยอมรับเพื่อนครู และสภาพแวด
ล้อม มีความเพลิดเพลิน สลับกับการเรียกร้องและเรียกหา เริ่มรับฟังและคิดตามคำอธิบาย
ของครูมากขึ้น ระยะนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก ที่ครูจะฝึกเด็กให้คิดอย่างมีเหตุผล
ง. ระยะอยู่ตัว ครู จะทำหน้าที่ตามหน่วยพัฒนาได้เต็มที่เป็นที่มาของ คำว่า
“ โรงเรียนหรือครูเป็นบ้านหรือพ่อ แม่คนที่สองของเด็ก ” เด็กรู้สึกอบอุ่น วางใจ และพร้อมจะปฏิบัติตาม อีกทั้งเรียนรู้กฎ กติกา การอยู่ร่วมกัน และเรียนรู้การรอคอย
จ. ระยะพัฒนาตามแผนการสอน เป็นระยะที่เด็กพร้อมจะรับการพัฒนา ตาม
หน่วยพัฒนาเด็กปฐมวัย ในแต่ละภาคการเลี้ยงดู
การประเมินผล แบ่งเป็น 2 ภาคการเลี้ยงดู บันทึกด้วยสมุดการประเมิน
ผลเด็กเพื่อเป็นข้อมูล และความต่อเนื่อง ในการพัฒนาเด็กที่เติบโตขึ้น ไม่ใช่เพื่อกาÃ
เปรียบเทียบพัฒนาการของเด็ก ในเชิงเรียกร้องอันจะมีผลในทางทำลาย มากกว่าสร้าง
สรรคìให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
วิธีการประเมิน
เริ่มด้วย การสังเกตุ และบันทึกพัฒนาการของเด็กเป็นรายๆ ตามธรรมชาติที่เด็ก
แต่ละคนถูกเลี้ยงดูมา โดยจัดสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อพัฒนาการการเติบโต และจำกัด
ตัวแปรที่จะมาแทรกแซง หรือกระทบเด็ก และปล่อยให้เด็กได้แสดงพฤติกรรมของตน
ตามสิ่งเร้าที่มากระตุ้นให้เด็กได้ตอบสนอง เพื่อการวิเคราะห์และนำมาจัดประสบการณ์
พัฒนาให้เด็ก ใน 2 รูปแบบ ได้แกè
แบบรวม คือ การจัดประสบการณ์หนึ่งๆ สำหรับทดสอบ ที่มีพฤติกรรมใกล้เคียง
กันเป็นกลุ่ม เช่น รูปแบบและวิธีการสอน ในห้องเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กเป็น
กลุ่มๆเป็นต้น
แบบปัจเจกบุคคล ( เฉพาะคน ) คือการจัดประสบการณ์และประเมินเฉพาะคน นับเป็นวิธีที่ดี เพราะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน คือ ครู กับ เด็ก ครูต้องรู้จักธรรม
ชาติของเด็กวัยของเด็ก ลักษณะของเด็ก เด็กชอบการฝึกอบรมแบบใด แล้วเลือกรูปแบบ
ที่จะนำมาพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวที่ว่า “ ....เด็กวัยหนึ่ง ต้องดูแลเด็กวัยหนึ่ง ต้องทำให้ เพื่อตอบสนอง
พัฒนาการ ในช่วงวัยที่เด็กยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือได้ แต่ไม่ดÕเท่าที่ควร
จึงจะได้ผล เด็กวัยหนึ่ง ต้องประคับประคองให้ทำ จึงจะได้ผลอีกวัยหนึ่ง ต้อง
เคี่ยวเข็ญ ต้องบังคับ ต้องกวดขันให้ทำ จึงจะได้ผลอีกวัยหนึ่ง ต้องแสดงเหตุผล รับผิดชอบชั่วดี ให้เห็นก่อน เพื่อนำให้ทำ จึงจะได้ผล..... ”
คำถามที่ครูตอบได้โดยอาศัยประสบการณ์จากการทำงานด้านเด็ก
ทำไมต้องประเมินผล
ประเมินผลอย่างไร
ได้อะไรจากประเมินผล
ประเมินผลใคร
“ ……การทำงานร่วมกันของพวกเรา “ ชาวพีระยา นาวิน ” คือ การเตรียมเด็ก
และเยาวชน ให้เติบโตขึ้นมารองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างเข้าใจ
และช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเราไม่อาจจะอยู่กับเด็กและเยาวชนที่เรา
รัก ห่วง และหวงได้ตลอดชีวิตแต่เราจะสร้าง และให้ความรู้สึกที่ดีแก่เด็กและ
เยาวชนตลอดชีวิตของเราจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ร่วมกับเพื่อนครูด้วยกัน....... ” |