การคัดเลือกเด็กเข้ารับการพัฒนาและเลี้ยงดู ของพีระยา นาวิน
 
 
 
 
 
 
 
 


   

“ พีระยา  นาวิน ”

ทฤษฎีและแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

พวกหนูจะเป็นคนดี    น้องพีทุกคนต้องสู้
ทั้งนี้เพราะมีคุณครู     โรงเรียนเลี้ยงดูหนูเอย

ทฤษฎีและแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก  “  พีระยา นาวิน ”

         สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย “  พีระยา นาวิน ” ดำเนินการพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับ
พัฒนาการธรรมชาติ   นอกจากสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทางพันธุกรรมแล้ว ทฤษฎี
และแนวทางที่นำมาเป็นพื้นฐานการพัฒนาเด็ก ได้แก่                      

1. หลักธรรมชาติตามที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ    ได้แก่

  1.1 การสร้างสรรค์และดูแลบำรุงรักษาเด็กให้เป็นคนดี  สร้างโลกด้วยการสร้างเด็ก
      ( พรหมวิหาร 4 ) ได้แก่

  • ความเป็นมิตร ความรู้สึกของมิตร ไมตรีที่ครูมีให้เด็กในภาวการณ์ที่เด็ก  มีพัฒนา
    การตามปกติ  ปรารถนาดีอยากให้เด็กมีความสุข

  • การบำบัด  แก้ไข  ปลดเปลื้องความทุกข์ของเด็ก  ครูจะต้องขวนขวายแก้ปัญหา
    ให้เด็กด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู

  • การส่งเสริม  สนับสนุน  เมื่อเด็กประสบความสำเร็จ  ให้กำลังใจ และคาดหวังผล
    ตามวัยที่เด็กสามารถปฏิบัติได้

  • ครูต้องเตรียมให้เด็กรับผิดชอบ ที่จะมีชีวิตที่ดีมีความเจริญงอกงาม  โดยให้เด็กได้
    ฝึกหัดทำด้วยตนเอง  ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้  ครูทำหน้าที่เพียงให้คำแนะนำ
    ให้ยามที่สถานการณ์ต้องการ  เด็กจะเรียนรู้การพึ่งพาตนเอง   และเก่งก็ตอนนี้

  1.2 หลักการปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผลทั้งทางโลกและทางธรรม  (สังคหวัตถุ 4)
      เน้นการสอนให้เด็กพึ่งพาตนเอง  เกื้อหนุนกัน ให้เป็นสังคมที่ยึดเหนี่ยวกันดำรงชีวิตอยÙè
ู่อย่างมีความรักความสามัคคี เป็นเอกภาพ  และเจริญรุ่งเรืองมั่นคงไปด้วยกัน ได้แก่

  • ให้กำลังใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ปัจจัย 4  ที่เสริมพัฒนาการของเด็ก รวมทั้ง
    วิทยาการทั้งปวงโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติกับเด็กไม่เลือกที่รัก  ผลักที่ชังทำหน้า
    ที่ครูโดยเสมอกัน

  • การช่วยเหลือด้วยถ้อยคำ  คำแนะนำ   ารปลอบประโลมใจด้วยคำพูดที่ฟังแล้ว
    อบอุ่นชวนให้ปฏิบัติ  น้ำเสียงของครูที่อ่อนโยน จริงใจและจากใจ ชี้ช่องทางให้เด็ก
    เห็นศักยภาพของตนเองแล้วพัฒนาจากจุดนั้น เด็กทุกคนมีจุดเริ่มต้นของการพัฒนา
    ต่างกัน

  • การให้ความช่วยเหลือเด็ก  ด้วยกำลังความสามารถของคร การป้องกัน ภัยให้เด็ก ช่วยเหลือเด็กที่อ่อนแอ รวมถึงการปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง การไม่ถือ
    เนื้อถือตัวของครู    การรู้ตัวว่าเป็นผู้ที่เกิดก่อน     จะต้องดูแผู้ที่เกิดมาทีหลัง

  • ความเสมอภาคครูปฏิบัติต่อเด็กอย่างเท่าเทียมกัน ประสานความแตกต่าง เชื่อม
    ความเหลื่อมล้ำให้สุขเสมอกัน ไม่แก่งแย่งไม่เปรียบเทียบ
2. MEET  APPROACH หรือ PIERRA  NAVIN  THEORY

      เป็นแนวทางฝึกหัดที่คิดขึ้นจากการปฏิบัติงานของครูพีระยา  นาวิน เพื่อฝึกฝนเด็กให้
รู้จักอวัยวะ  และประสาทส่วนต่างๆ ให้สามารถควบคุมและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะและประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้   และเรียนรู้  ที่ควรฝึกหัดให้
แก่เด็กปฐมวัยเป็นทฤษฎีหรือแนวทางเบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ต่อไปได้แก่

M = mouth = ปาก
= eye = ตา
= ear = หู
= think = คิด
  = touch = สัมผัสอบอุ่น
  = teach = ถ่ายทอด

        การให้การเรียนรู้และการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยต้องฝึกหัดให้เด็กควบคุมสิ่งทÕèธรรมชาติ
ให้มาเท่าที่เด็กนั้นมี  เด็กคนนั้นเป็นโดยไม่เรียกร้องให้เด็กคนนั้นมี และเป็นเกินกว่าที่เด็กคน
นั้นเป็นและมีอยู่ แต่จะใช้สิ่งที่เด็กคนนั้นมีและเป็นอยู่นั้น  ให้เป็นพื้นฐานพัฒนาทักษะในการ
ศึกษาและแสวงหาความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป เมื่อเด็กเติบโตขึ้นพัฒนาการการใช้
อวัยวะ เพื่อศึกษาต้องดีขึ้นตามลำดับ

        เมื่อเด็กมีหลักการเรียนรู้ในระยะแรกเริ่มของชีวิตแล้ว เด็กจะเรียนรู้อย่างสนุกและมÕ
ีความสุขต้องฝึกฝนให้เด็ก รู้จักถาม (mouth), ฟัง (ear)  และ คิดเป็น (think)ด้วยบทบาทการถ่ายทอด ( teach ) ที่อบอุ่นโอบกอดสัมผัส ( teach ) ให้ส่งผล
จิตใจเด็กเกิดความภาคภูมิและอิ่มเอมใจ สร้างภูมิคุ้มกันจากภายในจิตใจสู่ภายนอก  พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกนั้นมÕที่มา ครูต้องเข้าใจต้องละเอียด ต้องสังเกต ค้นหา  และต้อง
ยอมรับความแตกต่างของเด็กเพราะความแตกต่าง คือ ความงาม

 

3. สรรพวิทยาการเพื่อการพัฒนาเด็ก (  ทฤษฎีรวมมิตร  )

           ปัจจุบันมีผู้ศึกษาค้นคว้า  และผลิตผลงานวิจัย  มีการสร้างทฤษฎี เพื่อการพัฒนา
เด็กเป็นจำนวนมาก สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัยพีระยา  นาวิน ได้ศึกษางานวิชาการและ
เดินทางไปดูงานเด็กทั้งในและต่างประเทศ    ได้เห็นข้อดีจำนวนมากที่เด็กได้รับจากการ
เลี้ยงดู  พัฒนา  ในรูปแบบและวิธีการตามความเชื่อในทฤษฎีต่างๆในแต่ละสถานรับเลี้ยง
เด็ก

           แต่สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย  “ พีระยา  นาวิน" ได้ใช้หลักการประยุกต์สรรพวิทยา
โดย“ เด็ก ”  จะเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจเลือกแนวทางการพัฒนาของ “ ครู ”


 

 

 
       
   

พีระยา นาวิน
ทฤษฎีและแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

แต่สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย  “ พีระยา  นาวิน ”
ใช้หลักการประยุกต์สรรพวิทยา
โดย “ เด็ก ”  จะเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
ในการเลือกแนวทางการพัฒนาของ “ ครู ”

การประเมินผลการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กของ  “ พีระยา  นาวิน ”
               
       ปัจจัยสำคัญในการประเมินผลเด็ก  ได้แก่  “ ครู ” ในบริบทของการเลี้ยงดูและพัฒนา
เด็ก  ความเป็นไปของครูมีความสำคัญมากกว่าความเป็นไปของเด็ก  ครูต้องใช้ความรู้
ด้วยความยืดหยุ่นในการประเมินเด็ก  ต้องเข้าใจตัวแปรต้น  และตัวแปรตามที่มีผลต่อ
พฤติกรรมเด็กต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านการวิจัย  ต้องเป็นผู้ที่มีทัศนคติและมองโลกในแง่ดี 
มีความขยันความต่อเนื่องและมีความปรารถนาดีต่อเด็กเป็นชีวิตจิตใจ

       “  เด็ก  ” เป็นธรรมชาติ มีชีวิต  มีพัฒนาการ มีการเรียนรู้และปรับตัว พร้อมที่จะ
เปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติสู่ระบบชีวิตที่ลงตัวของตนเอง เพื่อการดำรงชีวิตต่อไปและแตก
ต่างไป

      “ พีระยา  นาวิน ” ได้จัดการประเมินเด็กเป็นระยะเพื่อสะดวกต่อการจัดระบบข้อมูล
และเข้าใจข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ ได้แก่

             ก. ระยะแรกเข้า  เด็กถูกเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ขาดความเชื่อมั่น ขาดความไว้
วางใจ ร้องไห้  และให้ความร่วมมือน้อย

             ข. ระยะเรียนรู้   เด็กเริ่มเข้าใจในสภาพแวดล้อมใหม่ เริ่มเรียนรู้และพึ่งพาตน
เองมากขึ้น  เริ่มให้ความสนใจการเรียนรู้กับการจัดประสบการณ์ของครู  แต่ยังไม่ให้ความ
ร่วมมือมากนัก  ขณะเดียวกันเด็กจะใช้เวลาระยะนี้ในการสังเกตุ  เก็บข้อมูลในบางครั้งเด็ก
มีท่าที อยากมÕส่วนร่วมสลับกับการเรียกหาสภาพแวดล้อมเดิม

           ค. ระยะปรับตัว  เป็นระยะที่เด็กเริ่มคุ้นเคย และยอมรับเพื่อนครู  และสภาพแวด
ล้อม มีความเพลิดเพลิน  สลับกับการเรียกร้องและเรียกหา  เริ่มรับฟังและคิดตามคำอธิบาย
ของครูมากขึ้น   ระยะนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก   ที่ครูจะฝึกเด็กให้คิดอย่างมีเหตุผล

           ง. ระยะอยู่ตัว  ครู   จะทำหน้าที่ตามหน่วยพัฒนาได้เต็มที่เป็นที่มาของ  คำว่า 
“   โรงเรียนหรือครูเป็นบ้านหรือพ่อ แม่คนที่สองของเด็ก  ”
  เด็กรู้สึกอบอุ่น  วางใจ  และพร้อมจะปฏิบัติตาม   อีกทั้งเรียนรู้กฎ  กติกา  การอยู่ร่วมกัน  และเรียนรู้การรอคอย

           จ. ระยะพัฒนาตามแผนการสอน เป็นระยะที่เด็กพร้อมจะรับการพัฒนา  ตาม
หน่วยพัฒนาเด็กปฐมวัย  ในแต่ละภาคการเลี้ยงดู

            การประเมินผล     แบ่งเป็น  2  ภาคการเลี้ยงดู   บันทึกด้วยสมุดการประเมิน
ผลเด็กเพื่อเป็นข้อมูล และความต่อเนื่อง ในการพัฒนาเด็กที่เติบโตขึ้น ไม่ใช่เพื่อกาÃ
เปรียบเทียบพัฒนาการของเด็ก  ในเชิงเรียกร้องอันจะมีผลในทางทำลาย มากกว่าสร้าง
สรรคìให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

 

วิธีการประเมิน
          เริ่มด้วย การสังเกตุ  และบันทึกพัฒนาการของเด็กเป็นรายๆ ตามธรรมชาติที่เด็ก
แต่ละคนถูกเลี้ยงดูมา    โดยจัดสภาพแวดล้อม   ให้เอื้อต่อพัฒนาการการเติบโต และจำกัด
ตัวแปรที่จะมาแทรกแซง   หรือกระทบเด็ก   และปล่อยให้เด็กได้แสดงพฤติกรรมของตน 
ตามสิ่งเร้าที่มากระตุ้นให้เด็กได้ตอบสนอง   เพื่อการวิเคราะห์และนำมาจัดประสบการณ์
พัฒนาให้เด็ก ใน 2 รูปแบบ ได้แกè

             แบบรวม  คือ  การจัดประสบการณ์หนึ่งๆ สำหรับทดสอบ ที่มีพฤติกรรมใกล้เคียง
กันเป็นกลุ่ม  เช่น  รูปแบบและวิธีการสอน   ในห้องเรียน   หรือการทำกิจกรรมของเด็กเป็น
กลุ่มๆเป็นต้น

          แบบปัจเจกบุคคล  ( เฉพาะคน )  คือการจัดประสบการณ์และประเมินเฉพาะคน  นับเป็นวิธีที่ดี  เพราะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน คือ ครู  กับ เด็ก  ครูต้องรู้จักธรรม
ชาติของเด็กวัยของเด็ก  ลักษณะของเด็ก  เด็กชอบการฝึกอบรมแบบใด  แล้วเลือกรูปแบบ
ที่จะนำมาพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวที่ว่า  “ ....เด็กวัยหนึ่ง  ต้องดูแลเด็กวัยหนึ่ง ต้องทำให้ เพื่อตอบสนอง
พัฒนาการ  ในช่วงวัยที่เด็กยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้  หรือได้  แต่ไม่ดÕเท่าที่ควร
จึงจะได้ผล  เด็กวัยหนึ่ง ต้องประคับประคองให้ทำ  จึงจะได้ผลอีกวัยหนึ่ง ต้อง
เคี่ยวเข็ญ ต้องบังคับ ต้องกวดขันให้ทำ จึงจะได้ผลอีกวัยหนึ่ง ต้องแสดงเหตุผล รับผิดชอบชั่วดี ให้เห็นก่อน เพื่อนำให้ทำ  จึงจะได้ผล..... ”

     คำถามที่ครูตอบได้โดยอาศัยประสบการณ์จากการทำงานด้านเด็ก

ทำไมต้องประเมินผล

ประเมินผลอย่างไร

ได้อะไรจากประเมินผล 

ประเมินผลใคร
  
“ ……การทำงานร่วมกันของพวกเรา “ ชาวพีระยา  นาวิน ”  คือ การเตรียมเด็ก
และเยาวชน     ให้เติบโตขึ้นมารองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก   อย่างเข้าใจ
และช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเราไม่อาจจะอยู่กับเด็กและเยาวชนที่เรา 
รัก  ห่วง และหวงได้ตลอดชีวิตแต่เราจะสร้าง   และให้ความรู้สึกที่ดีแก่เด็กและ
เยาวชนตลอดชีวิตของเราจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ร่วมกับเพื่อนครูด้วยกัน.......  ” 

 

 

พีระยานุเคราะห์มูลนิธิ
ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

31/2  ซอยพหลโยธิน 47   ถนนพหลโยธิน   แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  10900  
โทรศัพท์ 0-2940-7000-9  โทรสาร 0-2940-7010-11 

e-mail : jj_soommat@hotmail.com